“None of us are as smart as all of us.”
“ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งฉลาดกว่าพวกเราทั้งหมด (รวมกัน)”
– สุภาษิตญี่ปุ่น

การทำงานเป็นทีมและการทำงานร่วมกันนับเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ซึ่งเป็นที่มาของมนุษย์ในทุกวันนี้ หากย้อนกลับไปในยุคที่เกิด Homo Sapiens แรก ๆ นั้น สมองส่วนหน้าที่พัฒนาการได้ดีกว่าลิงชิมแปนซี ทำให้มนุษย์รอดพ้นจากภยันตรายข้างนอกด้วยการอยู่ร่วมกัน สู้ร่วมกัน ล่าร่วมกัน และสร้างทักษะทางสังคมรวมทั้งการสื่อสารเพื่ออยู่ร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ทำให้มนุษย์จากเดิมเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระดับกลางค่อนไปทางล่างของห่วงโซ่อาหาร กลับแซงหน้าสัตว์ทุกสปีชีส์และขึ้นไปอยู่สูงสุดบนห่วงโซ่อาหารได้อย่างรวดเร็วตามวิวัฒนาการทางสังคม มนุษย์กลายเป็นผู้ล่าและผู้ควบคุมโดยสมบูรณ์สืบเนื่องมาจากการร่วมมือกัน

ดังนั้นมนุษย์ที่ทำงานร่วมกันกับคนอื่นได้มักจะเป็นผู้รอดมากกว่ามนุษย์ที่นึกถึงแต่ตัวเองและทำเพื่อปกป้องตัวเองเพียงคนเดียว ซึ่งวิวัฒนาการนี้ยังใช้ได้มาจนถึงยุคปัจจุบัน แม้สภาพแวดล้อมและบริบทจะเปลี่ยนแปลงไปชนิดที่เหมือนอยู่คนละจักรวาล แต่อันตรายที่มนุษย์ยุคนี้เผชิญได้เปลี่ยนหน้าจากสัตว์ดุร้าย ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ กลายเป็นคู่แข่งทางธุรกิจ ความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีแทน

ผู้เขียนได้อ่านหนังสือของเจ้าพ่อ Emotional Intelligence อย่าง Daniel Goleman และได้รับรู้ว่าเขาได้ศึกษากรณีตัวอย่างจากองค์กรชั้นนำระดับโลกมากมายจริงๆ หนึ่งในนั้นคือบทสัมภาษณ์ของ Venture Capitalist รายใหญ่ใน Silicon Valley ที่พูดไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ในยุคนี้เรามีเทคโลโนยีที่ล้ำยุคมากพอ มีผู้ประกอบการจำนวนมากพอ เงินลงทุนมหาศาล รวมถึงนักลงทุนก็มีมากมายเช่นกัน แต่สิ่งที่เราขาดกลับเป็นทีมงานที่ดีพอ เวลาที่มีทีมสตาร์ทอัพมา pitch เพื่อขอเงินลงทุน พวกเขามักพยายามขายไอเดียเรื่องเทคโนโลยี สินค้า หรือบริการ แต่จริงๆ แล้วนักลงทุนส่วนใหญ่มักพิจารณาที่คุณสมบัติของผู้ร่วมก่อตั้ง ทีมงาน และวิธีที่พวกเขาทำงานร่วมกันมากกว่า ในระหว่างการสัมภาษณ์ ผมมักถามเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม เช่น พวกเขาบริหารทีมอย่างไร แบ่งหน้าที่กันอย่างไร จัดลำดับความสำคัญร่วมกันอย่างไร วิธีประเมินผลการทำงานของตัวเองและทีม รวมถึงวิธีการรับมือกับทีมงานที่มีผลงานไม่ดีตามมาตรฐานหรือไม่ยอมทำงานเป็นอย่างไร เนื่องจากผมต้องพิจารณาสัญชาตญาณ ไหวพริบ ระบบความคิด และค่านิยมของบรรดาผู้ร่วมก่อตั้ง (ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะบ่งบอกถึงแนวโน้มการอยู่รอดในการสร้างสตาร์ทอัพ)”

ดังนั้น ทีมงานที่จะทำงานซึ่งยากและท้าทายได้นั้น จำเป็นต้องมีส่วนผสมของ (ความฉลาด) ความเชี่ยวชาญแต่ละด้านอย่างลงตัว และความฉลาดทางอารมณ์

สอดคล้องกับผลการศึกษาระยะยาวของ Google จาก Big Data ภายในนั้นน่าสนใจมากทีเดียว ด้วยความพยายามที่จะรู้ให้ได้ว่า คนแบบไหนและทีมงานแบบไหนจึงจะทำให้ Google เติบโต ก้าวหน้า และสร้างผลงานในระดับเหนือคนทั่วไปอย่างแท้จริง ซึ่งมีเป้าหมายในการหารูปแบบการจัดทีม (ซึ่งเป็นสิ่งที่ Google ถนัดเหลือเกิน) เพื่อสร้างทีมงานที่สมบูรณ์แบบ และเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงระบบการสรรหาคัดเลือก และการพัฒนาบุคลากร ซึ่งผลที่ได้นั้นสร้างความประหลาดใจกับเราๆ ไม่มากก็น้อย

จากการศึกษาระยะยาวนานหลายปี ที่เข้าไปสังเกตการณ์และเก็บข้อมูลกับทีมงานหลายร้อยทีมทั่วทั้งบริษัท ทีมนักวิจัยกลับไม่พบรูปแบบที่บ่งชัดว่า คนหรือผู้นำทีมลักษณะแบบไหนที่จะทำให้ทีมแต่ละทีมนั้นประสบความสำเร็จและสร้างผลงานในระดับสูงสุด อย่างไรก็ตาม มาในระยะหลังๆ นี้ ทีมวิจัยกลับพบว่าคำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่กลับอยู่ที่บรรทัดฐานการทำงานของทีม

การค้นพบนี้ได้มาจากการสังเกตการณ์ตอนที่ประชุมและทำงานร่วมกันของทีมสองแบบ นั่นคือ Team A player ที่รวมเอาคนระดับหัวกะทิที่ฉลาดเข้าขั้นอัจฉริยะและทำผลงานได้ดีกว่าพนักงานทั่วไป (exceptionally smart and successful) เมื่อพวกเขาทำงานด้วยกันจะกำหนดหัวข้อเรื่องที่ชัดเจน มีคนใดคนหนึ่งคอยเป็นผู้นำเสนอและพูดแบบยาวๆ เพื่ออธิบายเรื่องราวในพื้นที่ความเชี่ยวชาญของตัวเอง รวมถึงคำแนะนำที่ทีมควรจะทำ และเมื่อมีใครคอมเม้นท์หรือพูดนอกเรื่อง คนพูดจะหยุดและเตือนให้ทุกคนกลับเข้าสู่วาระที่กำลังคุย ทีมนี้ทำงานแบบมีประสิทธิภาพสูงสุด และเลิกประชุมตรงตามเวลา ไม่เคยเสียเวลาให้กับเรื่องนอกประเด็น เพื่อให้ทุกคนกลับไปทำงานของตัวเองโดยเร็วที่สุด

ในขณะที่ Team B player จะมีบรรยากาศการทำงานที่ต่างออกไป Team B player คือ ทีมที่รวมผู้บริหารระดับสูงที่ประสบความสำเร็จ กับผู้บริหารระดับกลางที่มีผลงานความสำเร็จบ้างเล็กน้อย ปรากฏว่าในการประชุม พวกเขาเฉออกนอกประเด็นบ้าง ผลัดกันพูด นำเสนอไอเดียต่อยอดจากคนอื่นที่นำเสนอไว้ และเมื่อมีใครที่พาทีมคุยออกนอกประเด็น ทั้งทีมก็จะตามออกนอกวาระไปด้วยเช่นกัน เพื่อพูดคุยเรื่องนั้น หลังจบการประชุม พวกเขายังนั่งกันต่ออีกซักเล็กน้อยเพื่อจับกลุ่มซุบซิบพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวบ้าง แน่นอนว่าประสิทธิภาพการทำงานย่อมไม่เท่ากับ Team A แน่นอน

แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจในเรื่องนี้ กลับกลายเป็นว่า Team B กลับเป็นทีมที่สร้างผลงานร่วมกันได้โดดเด่นกว่า สิ่งที่อธิบายเรื่องนี้ได้ ก็คือ Team A ที่เต็มไปด้วยคนที่ฉลาดมาก ๆ มีแนวโน้มจะทำให้เกิดประสิทธิภาพส่วนบุคคลสูงสุด แต่เมื่อทำงานเป็นทีมพวกเขายังคงเน้นประสิทธิภาพส่วนบุคคล และไม่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูดอย่างเท่าเทียมกัน การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันจึงน้อยมาก ทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้ระหว่างกันมากนัก ดังนั้นความเก่งของทีมจึงเท่ากับความเก่งในระดับของบุคคล

ในขณะที่ทีม B ทุกคนได้พูดมากเท่าที่พวกเขาต้องการจะพูด พวกเขารับรู้และสัมผัสได้ถึงอารมณ์และความรู้สึกของคนอื่น พวกเขาแบ่งปันเรื่องราวและความรู้สึกให้กันและกัน แม้ทีมนี้จะไม่ได้มีพนักงานระดับอัจฉริยะเหมือนทีม A แต่เมื่อมาทำงานร่วมกันแล้ว พวกเขาแบ่งปันข้อมูล เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ก่อเกิด Group Intelligence หรือผลงานที่มากเกินกว่าระดับบุคคลเพียงคนเดียวจะทำได้

ทีมนักวิจัยของ Google จึงเริ่มสังเกตเห็นปัจจัยที่จะสามารถทำนายความสำเร็จของทีมงาน ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า สิ่งที่จะทำให้ทีมงานทำงานร่วมกันได้ดีที่สุดเกิดจากการมี Psychological Safety หรือความรู้สึกปลอดภัยทางจิตวิทยา กล่าวคือพวกเขาจะรู้สึกปลอดภัยที่จะสื่อสารและเป็นตัวเอง ที่ประกอบด้วยสองส่วนคือ ‘ความเท่าเทียมในการได้มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น’ (equality in distribution of conversational turn-taking) และ ‘การตระหนักรู้เกี่ยวกับผู้คนรอบตัว’ (average social sensitivity) พูดง่ายๆ ว่าพวกเขามี Empathy หรือความสามารถในการเข้าใจมุมมองและรู้ว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไร ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญมากของความฉลาดทางอารมณ์ที่ทำให้ทีมงานอยู่ร่วมกันด้วยความสัมพันธ์ที่ดี

สิ่งที่ Google ค้นพบเป็นไปในทางเดียวกับที่ผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งของ Xerox Corporation ได้เสนอความคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจเกี่ยวกับการเรียนรู้และการพัฒนาความฉลาดของคนว่า “นักวิชาการส่วนมากมักมองการเรียนรู้ในเชิงของสมองและระบบการคิดในสมอง แต่หากคุณไปถามคนที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงว่าพวกเขาเรียนรู้อย่างไร พวกเขามักจะบอกว่า พวกเราเรียนรู้จากคนอื่นและเรียนรู้ร่วมกันกับคนอื่น ซึ่งการที่คนจะเรียนรู้จากคนอื่นได้นั้น จำเป็นต้องมีความฉลาดในการเข้าสังคมด้วย” และเขายังบอกต่ออีกว่า “นวัตกรรมและสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในทุกวันนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันของหลายคน ไม่มีหรอกที่คนอัจฉริยะจะทำได้โดยลำพัง แม้แต่โทมัส เอดิสัน ผลงานของเขาก็ต้องพึ่งพาการทำงานร่วมกันของหลายฝ่ายเช่นกัน”

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณในฐานะส่วนหนึ่งของทีมงาน หัวหน้าทีม เจ้าของธุรกิจ หรือแม้กระทั่งนักพัฒนาบุคลากรอาจมีคำถามขึ้นมาว่า แล้วจะพัฒนาบรรทัดฐานการทำงานของทีม รวมทั้งทักษะทางสังคมให้กับทีมงานได้อย่างไร เพราะการจะสอนให้บุคคลเกิด Empathy หรือสามารถรับรู้ถึงมุมมองและความรู้สึกของคนอื่นได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเหล่าวิศวกรหรือนักบัญชีที่อาจไม่ถนัดในการพูดถึงความรู้สึกซักเท่าไหร่

ในฐานะที่ผู้เขียนทำงานอยู่ในแวดวงการพัฒนาบุคลากรในองค์กร และอยู่ในฐานะของหัวหน้าทีม จึงสรุปเป็นข้อแนะนำในการสร้าง Collaboration ในทีม หรือองค์กรของคุณอย่างง่ายได้ ดังนี้

1. เปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูด แสดงความคิดเห็น และหลีกเลี่ยงการตำหนิหรือเหน็บแนมในความคิดเห็นที่ถูกเสนอออกมา
2. กระตุ้นให้ทุกคนรับฟังกันและกันมากขึ้น
3. ส่งเสริมให้มีช่วงเวลาการชิทแชท พูดคุยเรื่องส่วนตัวนอกเหนือจากงานบ้าง
4. สร้างบรรยากาศที่ให้ทุกคนได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และใช้เวลานอกเวลางานร่วมกันบ้าง
5. จัดโต๊ะทำงานหรือสร้างบรรยากาศการทำงานที่ให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันมากขึ้นและง่ายขึ้น
6. หัวหน้าทีมต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการรับฟังมุมมองจากทุกคน และสื่อสารในทางที่แสดงให้เห็นว่าเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายได้จริงๆ
7. หัวหน้าทีมเป็นฝ่ายเริ่มต้นพูดถึงเรื่องส่วนตัวหรือความรู้สึกของตัวเองบ้าง และถามลูกทีมเสมอว่ารู้สึกอย่างไร

จำไว้ว่าผู้นำทีมเป็นอย่างไร วัฒนธรรมของทีมก็มักจะเป็นแบบนั้น ผู้นำที่ต้องการส่งเสริมให้เกิด Collaboration ต้องเริ่มที่ทัศนคติและการกระทำของตัวเอง หมั่นตรวจสอบและพัฒนาความสามารถด้านอารมณ์และสังคมของตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในด้านที่ใช้สมองซีกซ้ายหนักๆ การคิดมีแต่ตรรกะยังไงก็ตาม แต่ผู้นำและคนทำงานที่ดีก็ต้องมี EQ ที่ดีเช่นกัน

ที่มา: https://www.actualiz.co/
Cover image from: www.freepik.com